ยโสโอเลี้ยง กินเกลี้ยงตะกละตะกลาม ความสามารถไม่เพียงพอ

Published on 20 ต.ค. 2026

แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งข้อกังขา หรือถูกเย้ยหยันถึงภาวะ ‘ผู้นำ’ หรือคาริสมาทางการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนตั้งแต่วันแรกๆ ที่รับตำแหน่ง จนกระทั่งทุกวันนี้ กระนั้นความสำเร็จหนึ่งที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ของ ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ คือการปักธงความคิด ฉายภาพระบอบการเมืองในยุคที่พรรคภูมิใจไทยควบคุมอำนาจรัฐเกือบเบ็ดเสร็จให้สาธารณชนตระหนักถึงความเลวร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยผ่านคีย์เวิร์ด ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ (จากโพสต์ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร 2557)

ก่อนหน้านี้นักวิชาการ นักวิเคราะห์การเมือง และสื่อมวลชนเคยขนานนามชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยจากการเลือกตั้งปี 2569 ว่าคือการเริ่มต้นของระบอบเนวิน, ระบอบเนทิน, ระบอบอนุวิน, ระบอบหน้าด้าน แต่พลันที่คำว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ถูกโยนสู่สาธารณะพร้อมชุดคำอธิบายที่แหลมคม ทะลุทะลวงโครงสร้างแห่งอำนาจที่มองข้ามหัวประชาชน สังคมจึงเกิดฉันทมติว่าคำนี้นี่แหละที่ฉายภาพระบอบอำนาจยุคปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด เช่นเดียวกับที่เคยเรียกขานการเมืองในยุคอดีต อาทิ ระบอบเปรมาธิปไตย (ยุค พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ), ระบอบทักษิณ (ยุคทักษิณและคนในเครือข่ายเป็นนายกฯ), ระบอบประยุทธ์ (ยุค พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ)

‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ยังได้รับการอธิบาย ตีความ ขยายความจากนักวิชาการอีกหลายคน เช่น อ.เกษียร เตชะพีระ, อ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ฯลฯ

ในทางการเมือง เมื่อเข้าสู่ช่วงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาธิปัตย์ (โดยการดี เลียวไพโรจน์) ก็ฉวยจังหวะฉายหนังตัวอย่างเรียกความสนใจให้ประชาชนติดตามการตีแผ่ความล้มเหลวจากการบริหารประเทศของรัฐบาลภูมิใจไทยที่เป็นหน้าฉากตัวใหญ่ของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ผ่านวาทกรรมสามคำสั้นๆ ตรงไปตรงมา ‘โง่ ห่วย เลว’

สำหรับผมในฐานะประชาชนผู้ติดตามข่าวการเมือง ไม่มีอะไรเห็นต่างหรือมีข้อโต้แย้งใดๆ ต่อชุดคำอธิบาย ทั้งจาก เท้ง ณัฐพงษ์, อ.เกษียร, อ.สมชาย รวมทั้งข้อกล่าวหาจากการดี แต่ขออนุญาต ‘ขาย’ ความคิดส่วนตัว เสริมเพิ่มเติมให้สังคมเห็นความเลวร้ายของระบอบสีน้ำเงินที่กำลังสร้างภาวะประชาธิปไตยจนตรอก-ประเทศจนมุม-ประชาชนจนใจ

ภาวะเหล่านี้สั่งสมมาตั้งแต่หลังการแลนด์สไลด์ของพรรคสีน้ำเงินจากการเลือกตั้ง 2569 ที่เต็มไปด้วยข้อครหาและปะทุหนักขึ้นทันทีที่เริ่มรัฐบาลอนุทิน 2 จากปัญหาวิกฤตพลังงาน, ความไม่โปร่งใสโครงการ TH-AI Passport, ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น, ข้อครหาโกง สว. ที่รอดแบบสวนทางพยานหลักฐานและค้านสายตาคนส่วนใหญ่

ล่าสุดคือความบ้อท่าไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำท่วม กทม. และอีกหลายจังหวัดในภาคกลางและตะวันออก ซ้ำรอยความล้มเหลวจากวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ในช่วงรัฐบาลอนุทิน 1

ทั้งหมดนี้ล้วนซ้ำเติมให้ผู้คนที่เห็นความด้อยคุณภาพ ความมัวหมองทางการเมือง ความเหิมเกริมในอำนาจ ความไม่อีนังขังขอบของรัฐบาล (โดยเฉพาะตัวนายกฯ เอง) แต่ไม่มีใครหรือองค์กรใดมีอำนาจมาจัดการลงโทษได้ตามกติกาที่ควรจะเป็นจนเกิด ‘ความท้อแท้สิ้นหวัง’ ต่อฝันแห่งการเปลี่ยนแปลง เช่นที่เคยลุกโชนในปี 2563-2564 (การชุมนุมทางการเมืองของเยาวชนคนรุ่นใหม่) และหลังการเลือกตั้ง 2566

ทว่า ท่ามกลางความท้อ มองไม่เห็นแสงสว่างเพื่อหลุดพ้นจากอุโมงค์สีน้ำเงิน ผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมากลายเป็นไม้ขีดไฟก้านเล็กๆ ที่จุดไฟแห่งความฝันขึ้นมาใหม่

กระแสความตื่นตัวของผู้ประกันตนและนายจ้างที่แห่กันออกมาใช้สิทธิ์เพิ่มจากปี 2566 ถึง 533% และ 733% ตามลำดับ แม้หลายพื้นที่ยังประสบภัยน้ำท่วม สะท้อนให้ทุกคนตระหนักอีกครั้งว่า เมื่อประชาชนมัดรวม ‘ความโกรธและความหวัง’ อย่างจริงจัง ไม่มีสมาพันธ์บ้านใหญ่ ไม่มีซื้อเสียง ไม่มีกลเกมด้านมืดจากผู้คุมกฎกติกามาแทรกแซง การเปลี่ยนแปลงอันทรงพลังย่อมเกิดขึ้นได้ด้วย ‘น้ำมือประชาชน’

โมเมนตัมจากผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ถ้าเปรียบเป็น ‘หุ้นฝ่ายประชาธิปไตย’ ก็ละม้าย ‘จุดกลับตัว’ หลังราคาตกมาระยะหนึ่ง จนผู้ถือหุ้นบางคนถอดใจ ขายทิ้งเพื่อตัดขาดทุน

จากวันนี้จนถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นภาระพรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคส้มที่เป็นแกนนำ ถึงเวลาแผลงฤทธิ์ รับแรงส่งจากจุดกลับตัว ดีดราคาหุ้นฝ่ายประชาธิปไตยให้กลับมาเป็น ‘ความหวัง’ ของคนส่วนใหญ่ที่รอการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ระบอบสีน้ำเงินที่บางคนมั่นใจนักหนาว่าแข็งแกร่ง เพราะมีผนังทองคำ-กำแพงแพลทินัมเป็นหลังพิง เมื่อถึงจุดหนึ่งสนิมที่เกิดแต่เนื้อในตนสั่งสมมากขึ้นทุกวันจะทำให้ระบอบผุผัง นับถอยหลังบันไดสามขั้นสู่จุดจบ

ขั้นที่ 1 ‘ยโสโอเลี้ยง’ (ขั้นกว่าของ ‘โอหัง’) ความมั่นหน้าว่า ‘ข้าฯ แน่กว่าใครในแผ่นดิน’ ดื่มโอเลี้ยง (ประชาธิปไตยแบบไทยๆ) มีพลังกร่างคับบ้านคับเมืองกว่าดื่มอเมริกาโน (ประชาธิปไตยแบบสากล)

ขั้นที่ 2 ‘กินเกลี้ยงตะกละตะกลาม’ กินรวบอำนาจและผลประโยชน์ รอวันพุงแตกตายคล้าย ‘ชูชก’ (ตัวละครสำคัญในมหาเวสสันดรชาดก)

ขั้นที่ 3 ‘ความสามารถไม่เพียงพอ’ มีวาสนา แต่ปัญญาและความสามารถไม่เพียงพอกับตำแหน่ง ภาวะปกติบริหารจนเกิดวิกฤต ครั้นเจอวิกฤตก็มะงุมมะงาหราแก้จนกลายเป็นมหาวิกฤต

เช่นนี้แล้วต่อให้เดินสาย ‘มู’ ทุกทิศทั่วไทยก็ไปไม่รอด อยู่ไม่ครบวาระสี่ปี

My Voice ประทีป คงสิบ พรรคประชาชน ภูมิใจไทย ระบอบสีน้ำเงิน อนุทิน ชาญวีรกูล อภิปรายไม่ไว้วางใจ