ยอดเข้าชม 1
หลังจากปล่อยให้แฟนๆ รอคอยมานานหลายปีนับตั้งแต่การประกาศครั้งแรกในปี 2021 ในที่สุด Marvel’s Wolverine จาก Insomniac Games ก็วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการบน PlayStation 5 แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา ส่วนตัวเล่นจบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เลยจะมารีวิวเกมและพูดถึงความรู้สึกของเกมนี้ให้อ่านกัน
ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่า หลายคนตื่นเต้นและอยากเล่นกันมากๆ ตั้งแต่เห็นตัวอย่างเกมเปิดตัวออกมา ซึ่งนั่นเองทำให้เกมนี้แบกความคาดหวังมหาศาลไว้บนบ่า เพราะ Insomniac คือสตูดิโอเดียวกับที่สร้าง Marvel’s Spider-Man, Miles Morales และ Spider-Man 2 ซึ่งทุกภาคล้วนได้รับเสียงชื่นชมล้นหลาม แต่อย่างไรก็ตามทางผู้พัฒนาเองก็ออกมาบอกตั้งแต่แรกว่า Wolverine จะเป็นเกมที่เน้น Action ดิบเถื่อนตามสไตล์ของคอมมิค เน้นการลุยเป็นเส้นตรงไปตามเนื้อเรื่องที่เข้มข้น


สำหรับเรื่องราวของ Marvel’s Wolverine เกิดขึ้นในช่วงที่ Logan ได้ทิ้ง Team X โครงการทหารลับที่เขาเคยสังกัดไว้เบื้องหลัง แต่แล้วชีวิตที่สงบก็ถูกทำลายลงเมื่อ Bolivar Trask เริ่มปฏิบัติการลักพาตัวมิวแทนต์ทั่วโลก แถมคนสนิทอย่าง Nathaniel Essex เองก็โดนจับตัวไปด้วย ทำให้ Team X ซึ่งมี Sabertooth และ Mystique ต้องร่วมมือกับ Logan ให้การบุกไปช่วยเหลือ Essex ในช่วงต้นเกม หลังจากนั้นเหตุการณ์นี้ก็ดึง Logan กลับเข้าสู่วังวนแห่งความรุนแรงอีกครั้ง โดยพาผู้เล่นเดินทางข้ามฉากหลังหลากหลายสถานที่ ทั้ง แคนาดา ญี่ปุ่น และ Madripoor

การเล่าเรื่องผ่านบทสนธนาของตัวละครส่วนตัวแล้วถือว่าทำได้ดีในหลายๆ ฉาก มีมุก มีจิกกัด มีเอกสารและรายละเอียดต่างๆ ให้คอยตามอ่าน ซึ่งข้อดีอีกอย่างของเกมก็คือมีการรองรับภาษาไทยด้วยและแปลได้ดีเลยทีเดียว ทำให้เล่นกันเข้าใจและอินกับเนื้อเรื่องได้ง่าย เพียงแต่ว่าตัวคัทซีนก็เรื่องราวในเกมนั้นออกจากคาดเดาง่ายไปซักหน่อย และอย่างที่บอกว่าเกมดำเนินเนื้อเรื่องเป็นเส้นตรงล้วนๆ ไม่มีให้สำรวจหรือตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น


พูดถึงความเป็น Action ของเกมที่คือหัวใจสำคัญที่ Insomniac ตั้งใจนำเสนอในภาคนี้คือความรุนแรงที่สมจริงตามธรรมชาติของ Wolverine การต่อสู้ด้วยกรงเล็บอดาแมนเทียมถูกออกแบบมาให้รู้สึกเฉียบคม หนักหน่วง และเลือดสาด ต่างไปจากการปราบเหล่าร้ายแบบสุภาพของ Spider-Man ที่แค่มัดตัวแล้วส่งให้ตำรวจ ในเกมนี้ Logan จะฟาดฟันศัตรูอย่างดุดันสมจริง พร้อมใช้ประโยชน์จากพลัง Healing Factor ที่ทำให้เขาฟื้นตัวได้แม้บาดเจ็บสาหัส กลายเป็นกลไกเกมที่เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ไปจากฮีโร่คนอื่นอย่างสิ้นเชิง


ใครที่ชอบ Action คอมโบเดือดๆ กรงเล็บฉีกศัตรูเป็นชิ้นๆ ก็น่าจะชอบเกมนี้แน่นอน เพราะมันไม่ต้องคิดอะไรมาก โจมตี พุ่งใส่ หลบ ปัดป้อง สวนกลับ และใช้พลังบ้าเลือดกันแบบสะใจล้วนๆ เพียงแต่ยังรู้สึกว่าระบบต่อสู้มันดูธรรมดาๆ ไปนิด และอาจจะเริ่มเบื่อในช่วงหลัง เพราะนอกจากการอัปสกิลและกดท่าต่างๆ แล้วก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมาก แต่ถ้าใครเล่นความยากสูงๆ ก็อาจจะตึงมือหน่อยในจังหวะที่ศัตรูเข้ามารุมล้อมให้พอตื่นเต้น ทั้งนี้ในเกมมีระบบ Nightmare Trials ซึ่งเป็นด่านท้าทายการต่อสู้แบบจับเวลา ให้ผู้เล่นพิสูจน์ฝีมือเพื่อไล่คว้าคะแนนทำระดับสูงสุด ก็เป็นอีกฟีเจอร์ที่ช่วยยืดอายุการเล่นและเพิ่มความท้าทายให้กับผู้เล่นที่ต้องการมากกว่าแค่ผ่านแคมเปญหลัก



ด้านงานภาพกราฟิกและการนำเสนอนั้น ยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญของเกม ทั้งฉาก Madripoor ที่เต็มไปด้วยแสงนีออนยามค่ำคืน ไปจนถึงหิมะขาวโพลนในแคนาดา ล้วนถูกเรนเดอร์ออกมาอย่างสวยงามคมชัด รายละเอียดเทกเจอร์ต่างๆ การเคลื่อนไหวของตัวละคร สีหน้าท่าทาง และคัตซีนที่ถ่ายทอดอารมณ์ตัวละครได้อย่างสมจริง เสริมด้วยการแสดงเสียงที่ยอดเยี่ยมจากทีมนักพากย์ โดยเฉพาะ Troy Baker ที่มารับบท Nathaniel Essex ก็ยังคงทำได้ดีตามมาตรฐาน ในขณะที่ Logan เอง แม้ไม่ถือว่าโดดเด่นนักแต่ก็ทำให้สลัดภาพจำของ Hugh Jackman ไปได้บ้าง ส่วนตัวแล้วชอบฉากไล่ล่าในเกมนี้มากที่ทำออกมาได้ดี ลื่นไหล แต่แอบน้อยไปซักนิด ตัวเกมแม้จะเน้นเนื้อเรื่องเป็นเส้นตรงแต่ก็มีความยาวอยู่ในระดับ 15-18 ชั่วโมง และหากเล่นจบแล้วก็จะมี New Game+ ให้เล่นกันเลยด้วย


สรุปภาพรวม Marvel’s Wolverine คือเกมที่ทำได้ดีในสิ่งที่ตั้งใจนำเสนอ นั่นคือการถ่ายทอดตัวตนของ James Logan Howlett ผ่านเรื่องราวที่ดาร์ก ดิบ และเปี่ยมอารมณ์ พร้อมระบบต่อสู้ที่ดุดันสมกับเป็น “สัตว์ป่าในร่างมนุษย์” แต่น่าเสียดายที่เกมยังไม่สามารถก้าวข้ามเงาของไตรภาค Spider-Man ได้ ทั้งในแง่ความลึกของเกมเพลย์และโครงสร้างโลกที่เปิดกว้างน้อยกว่ามาก ใน่สวนของบั๊กเองก็ยังคงมีให้เห็นเล็กน้อย ไม่ว่าจะบั๊กกราฟิก หรือการติดของตัวละคร เป็นต้น ถ้าใครที่เป็นแฟน Wolverine ชอบเกม Action ดิบเถื่อน ก็ถือว่าเป็นเกมที่น่าลอง เป็นเกมซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่ควรพลาด



