อพท. เปิดทศวรรษใหม่ STMS ดัน 120 ท้องถิ่นสู่การท่องเที่ยวยั่งยืนชูโมเดล “Exit Strategy” ส่งไม้ต่อบริหารด้วยตัวเอง รับมือโลกรวน สร้างเศรษฐกิจชุมชน เปิดทศวรรษใหม่จาก “ผ่านมาตรฐาน” สู่การสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้ท้องถิ่น เตรียมส่งมอบการบริหารพื้นที่ พร้อมชู 3 ต้นแบบต่อยอดท่องเที่ยวยั่งยืน
19 ตุลาคม 2569 – องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดทิศทางใหม่ของมาตรฐานการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism Management Standard : STMS)
หลังขับเคลื่อนครบ 10 ปี มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผ่านเกณฑ์แล้ว 120 แห่ง ใน 22 จังหวัด เตรียมยกระดับจากการพัฒนาให้ผ่านมาตรฐาน สู่การสร้างท้องถิ่นที่สามารถบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของพื้นที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้การท่องเที่ยวสร้างรายได้และกระจายประโยชน์สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวในงานครบรอบ 10 ปี STMS ภายใต้แนวคิด “1 ทศวรรษแห่งความผูกพัน ก้าวต่อไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” (STMS 10 Years: Recognize Reconnect Reimagine) ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ว่า
ตั้งแต่ปี 2559 อพท.ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย พัฒนาศักยภาพ อปท.ให้บริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการ และความปลอดภัย โดย STMS เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council: GSTC) และเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่มาตรฐานหรือรางวัลด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ การผ่านเกณฑ์ STMS ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมอบรม แต่ต้องผ่านการประเมินและแสดงผลการดำเนินงานจริงในพื้นที่ โดยตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มี อปท.ผ่านมาตรฐาน 107 แห่ง และในปี 2569 เพิ่มอีก 13 แห่ง รวมเป็น 120 แห่ง ซึ่งแต่ละพื้นที่มีจุดแข็งและเป้าหมายการพัฒนาแตกต่างกัน แต่ใช้มาตรฐานเดียวกันเป็นกรอบยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ

ด้านนายกู้เกียรติ นิ่มเนียม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากชุมชน ไม่ใช่รอให้ภาครัฐเข้าไปพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว เพราะคนในพื้นที่รู้ดีที่สุดว่าท้องถิ่นมีจุดแข็งและทรัพยากรใดที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
โดยภาครัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ ขณะที่ อปท. ต้องพัฒนาบุคลากรและระบบบริหารจัดการให้พร้อมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วยตนเอง ที่สำคัญต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว มาให้ความสำคัญกับคุณภาพ รายได้ที่กระจายถึงประชาชน และการรักษาทรัพยากรในระยะยาว เพราะหากสร้างรายได้ระยะสั้นแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม ย่อมไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ เครือข่าย 120 อปท. ที่ผ่านมาตรฐาน STMS ถือเป็นฐานสำคัญในการขยายแนวทางดังกล่าวสู่ทศวรรษต่อไป
จากผู้รับการพัฒนา สู่เจ้าของอนาคตการท่องเที่ยว
นายศิริปกรณ์กล่าวต่ออีกว่า ทิศทางสำคัญในทศวรรษต่อไป คือแนวคิด Graduation Plan & Exit Strategy หรือการเตรียมส่งมอบบทบาทการบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้แก่ท้องถิ่นที่มีความพร้อม หลังได้รับการพัฒนาศักยภาพจนสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ วางแผน และบริหารทรัพยากรการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง ภายใต้อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย อพท. จะยังคงสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือ และการประสานความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ
ทั้งนี้ อพท.อยู่ระหว่างเตรียมกระบวนการคัดเลือกท้องถิ่นที่มีศักยภาพจากเครือข่าย 120 แห่ง เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบที่บริหารการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้อย่างเข้มแข็ง โดยแนวทางดังกล่าวยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาในระดับนโยบายต่อไป
“แต่ละพื้นที่ไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเหมือนกัน บางแห่งให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ ขณะที่บางแห่งให้ความสำคัญกับความสุขและคุณภาพชีวิตของประชาชน มาตรฐานจึงเป็นกรอบร่วมกัน แต่ทิศทางการพัฒนาต้องกำหนดโดยคนในพื้นที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” นายศิริปกรณ์อธิบายเพิ่ม

ท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องปรับตัวรับ Climate Change
อีกหนึ่งความท้าทายที่ อพท.เตรียมให้ความสำคัญมากขึ้น คือ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) เนื่องจากสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ทั้งฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และอุณหภูมิที่สูงขึ้น กำลังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการท่องเที่ยวและความปลอดภัยของประชาชน
ผู้อำนวยการ อพท. ระบุว่า ท้องถิ่นจำเป็นต้องปรับรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อลดผลกระทบจากอากาศร้อน การเตรียมกิจกรรมในร่มรองรับฝนตกผิดฤดูกาล รวมถึงการวางระบบความปลอดภัยและแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยมาตรฐาน STMS ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ผ่านการประเมินแล้วสิ้นสุดกระบวนการ แต่ต้องช่วยให้ท้องถิ่นสามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสถานการณ์โลกได้อย่างเหมาะสม
3 พื้นที่ต้นแบบ เปลี่ยนจุดแข็งท้องถิ่นเป็นมูลค่าการท่องเที่ยว
ภายในงานยังจัดเวทีเสวนา “บทเรียนจากพื้นที่ สู่อนาคตการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” โดยมีตัวแทนจาก 3 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาการท่องเที่ยวบนพื้นฐานศักยภาพและทรัพยากรของแต่ละพื้นที่
โดยเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ซึ่งผ่านมาตรฐาน STMS ตั้งแต่ปี 2559 เป็นตัวอย่างของการยกระดับการบริหารจัดการเมืองอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับทั้งระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึงมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียน (ASEAN Clean Tourist City Standard 2026) แสดงให้เห็นถึงการใช้มาตรฐานเป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพเมืองและต่อยอดสู่การยอมรับในระดับที่สูงขึ้น
ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ใช้บ่อน้ำร้อนธรรมชาติเป็นต้นทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและยกระดับคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งของพื้นที่
ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลกกสะทอน จังหวัดเลย พัฒนาระบบบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่ภูลมโล โดยเฉพาะการจัดระบบรถนำเที่ยวชมดอกพญาเสือโคร่ง การดูแลความปลอดภัย และความร่วมมือระหว่างชุมชนกับผู้ประกอบการ เพื่อสร้างรายได้ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น
บทเรียนจากทั้ง 3 พื้นที่แสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่มีรูปแบบสำเร็จรูป แต่ต้องเริ่มจากศักยภาพและความต้องการของแต่ละชุมชน ก่อนนำมาตรฐานมาช่วยยกระดับการบริหารจัดการ สร้างมูลค่าจากทรัพยากร และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี อพท. ยังได้มอบประกาศนียบัตร STMS ประจำปี 2569 แก่ อปท.ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่ 13 แห่ง ใน 6 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลแม่ไร่ เทศบาลตำบลแม่สาย และ อบต.ริมโขง
จังหวัดพัทลุง 4 แห่งได้แก่ เทศบาลตำบลตำนาน เทศบาลตำบลโคกม่วง เทศบาลตำบลท่าแค และเทศบาลตำบลพญาขัน
จังหวัดเลย 3 แห่ง ได้แก่ อบต.สามตาม อบต.ลาดค่าง และ อบต.ปากหมัน จังหวัดตราด ได้แก่ อบต.ท่าโสม จังหวัดชลบุรี ได้แก่ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน และจังหวัดสมุทรปราการ ได้แก่ อบต.บางกะเจ้า
การก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของ STMS จึงไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่ให้ความสำคัญกับการนำมาตรฐานไปสร้างผลลัพธ์จริง ทั้งการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ การรักษาทรัพยากร และการเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงในอนาคต
เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้อย่างเข้มแข็ง โดยมีประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง
