TDRI ชี้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลด แต่คนไม่ได้มีเงินเพิ่ม เหตุแบงก์เข้มปล่อยกู้ จี้ปรับโครงสร้างศก.

Published on 20 ก.ย. 2026

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยถึงกรณีที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์หนี้ครัวเรือนปี 2569 ที่ระบุว่าหนี้สินเฉลี่ยพุ่งสูงเกือบ 8 แสนบาทต่อครัวเรือน ภาระผ่อนชำระกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งสูงสุดในรอบ 17 ปีนั้นว่า ทางวิชาการต้องแยกแยะระหว่างมูลค่าที่เป็นตัวเงิน (Nominal term) กับมูลค่าที่แท้จริง (Real term) เนื่องจากมูลหนี้ที่เป็นตัวเงินย่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับเงินเฟ้อและค่าครองชีพในแต่ละปีอยู่แล้ว แต่เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ชี้วัดสุขภาพทางการเงินที่แท้จริงคือ “สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP”

นายนณริฏ กล่าวว่า จากการติดตามสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP พบว่ามีทิศทางปรับลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2567 อยู่ที่ 88.4% ปี 2565 ลดลงเหลือ 86.7% และในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ขยับลดลงมาอยู่ที่ 85.9% อย่างไรก็ดี สัดส่วนหนี้ที่ลดลงไม่ได้สะท้อนว่าฐานะการเงินของประชาชนดีขึ้น หรือมีรายได้มาจับจ่ายใช้สอยและชำระหนี้มากขึ้น แต่เกิดจากการที่ระบบเศรษฐกิจกำลังอยู่ในภาวะ Deleveraging (การลดการก่อหนี้) ซึ่งสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์เข้มงวดและชะลอการปล่อยสินเชื่อใหม่ หลังเผชิญความเสี่ยงจากหนี้เสีย (NPL) ที่ยังทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อเติบโตช้ากว่า GDP

นายนณริฏ กล่าวว่า สภาวะดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล เพราะเมื่อธนาคารไม่ปล่อยกู้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ทั้งการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต การกู้ซื้อบ้าน รถยนต์ ไปจนถึงการกู้ยืมทำธุรกิจรายย่อย ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานชะลอตัวลงตามไปด้วย โดยประเมินว่าสภาวะความตึงตัวด้านสินเชื่อนี้จะยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลงมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยอย่างน้อย 80% หรือเป้าหมายที่เหมาะสมคือประมาณ 60%

“หนี้ที่ลดลงไม่ได้แปลว่าคนมีเงินมากขึ้น แต่มูลเหตุมาจากธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะกระทบกำลังซื้อภาคครัวเรือนโดยตรง ทั้งการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต การกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือการกู้ทำธุรกิจรายย่อยที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการจ้างงานและการจับจ่ายใช้สอย พอด้านสินเชื่อเติบโตช้ากว่า GDP มันจึงกลายเป็นภาวะ Deleveraging” นายนณริฏ กล่าว

นายนณริฏ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ระบุว่าจากผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1720 ราย พบว่าต้องการให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเพิ่มรายได้ ปรับโครงสร้างค่าจ้างขั้นต่ำ จัดทำระบบข้อมูลหนี้ให้ครบถ้วน ควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และส่งเสริมการออมนั้นนั้น มองว่ามาตรการเร่งด่วนของรัฐต้องไม่ใช่นโยบายระยะสั้นหรือมาตรการแจกเงินอุดหนุนแบบประชานิยม เพราะเปรียบเสมือน “การเอาน้ำมันหล่อลื่นไปหยอดในเครื่องยนต์ที่เก่า” ซึ่งช่วยพยุงได้เพียงชั่วคราวและเป็นการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก เมื่อหมดเงินแจกประชาชนก็กลับมาประสบปัญหาเดิม ซ้ำยังสร้างภาระผูกพันทางการคลังให้กับประเทศในอนาคต หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดโดยไม่สร้างภาระทางการคลังที่เกินตัว ควรเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

นายนณริฏ กล่าวว่า รัฐบาลเปิดกว้างการแข่งขันในภาคธุรกิจและลดการผูกขาด โดยรัฐต้องระบุอุตสาหกรรมที่ยังขาดการแข่งขันอย่างจริงจัง เพื่อเปิดทางและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ป้องกันการกระจุกตัวของผลกำไร และกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานใหม่ในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้ง ยกระดับทักษะแรงงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการหารายได้ (Upskill/Reskill) เพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนต้องผูกกับความสามารถของบุคคล รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาทักษะสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภาษาต่างประเทศ พัฒนาคุณภาพการศึกษา ควบคู่กับการทำระบบจับคู่งาน (Job Matching) และผลิตแรงงานแบบมุ่งเป้าให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ชิป เซมิคอนดักเตอร์ และแบตเตอรี่ ซึ่งจะสร้างรายได้ที่มั่นคงและติดตัวประชาชนไปตลอดชีวิต