
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP โดยเฉพาะความคืบหน้าโครงการ Clean Fuel Project (CFP) หลังเข้าเยี่ยมชมพื้นที่โครงการและหารือกับฝ่ายบริหาร ซึ่งทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ความเสี่ยงของโครงการในระยะสั้นถึงระยะกลางยังอยู่ในระดับจำกัด
ปัจจุบันความคืบหน้าการก่อสร้าง CFP อยู่ที่เกือบ 80% โดยหน่วยสาธารณูปโภคและหน่วยสนับสนุนต่าง ๆ ได้ทยอยเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์แล้ว ขณะที่หน่วยกลั่นน้ำมันดิบ CDU #4 คาดว่าจะเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/2570 และคาดว่า CFP จะสามารถเดินเครื่องได้เต็มรูปแบบ รวมถึงหน่วย Residue Hydrocracking Unit (RHCU) ในไตรมาส 3/2571
สำหรับช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างไตรมาส 2/2570 ถึงไตรมาส 3/2571 ซึ่ง CDU #4 เริ่มดำเนินงานแล้ว แต่ RHCU ยังไม่เริ่มเดินเครื่อง บล.ทิสโก้มองว่า ทั้งความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและการเงินยังอยู่ในระดับต่ำ
ในด้านการดำเนินงาน TOP มีประสบการณ์ในการเดินเครื่องหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ และมีแผนเดินเครื่อง CDU #1-2 เดิมต่อไป จนกว่า CDU #4 จะสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ ก่อนทยอยเปลี่ยน CDU #1-2 ไปสู่สถานะ Mothballing หรือหยุดเดินเครื่องชั่วคราว
ขณะที่ด้านการเงิน แม้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน TOP จะยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการกลั่นน้ำมันดิบหนักได้เพียงเล็กน้อย และโครงสร้างผลผลิตโดยรวมยังใกล้เคียงเดิม แต่บริษัทจะได้รับประโยชน์จากปริมาณการกลั่นที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าอัตราการเดินเครื่องโรงกลั่นจะเพิ่มจากปัจจุบัน 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 300,000-330,000 บาร์เรลต่อวัน ก่อนเพิ่มสู่กำลังผลิตสูงสุด 400,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อ CFP เดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
บล.ทิสโก้ประเมินว่า ภายใต้สมมติฐานค่าการกลั่นปี 2570 ที่ยังสูงกว่าระดับ Mid-cycle จะช่วยให้ TOP ยังคงทำกำไรได้ตลอดช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้ยังไม่ได้รับประโยชน์จาก RHCU อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอยู่ที่ช่วงเร่งกำลังการผลิตของ RHCU โดยเฉพาะเมื่อโครงการเข้าใกล้กำหนด COD และในช่วงแรกของการดำเนินงาน เนื่องจาก RHCU เป็นหน่วยผลิตที่มีความเฉพาะทางและซับซ้อนสูง อีกทั้งมีโครงการอ้างอิงเชิงพาณิชย์ทั่วโลกค่อนข้างจำกัด จึงมีความเสี่ยงด้านเทคนิคและการดำเนินงานสูงกว่าหน่วยกลั่นทั่วไป
ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” TOP พร้อมมูลค่าที่เหมาะสม 73.50 บาท โดยคาดว่าตลาดการกลั่นยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แม้ค่าการกลั่นจะลดลงจากระดับปัจจุบัน แต่ยังมีโอกาสทรงตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ย Mid-cycle
ส่วนปัจจัยเสี่ยงด้านลบที่ต้องติดตาม ได้แก่ ค่าการกลั่นต่ำกว่าคาด ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง การแทรกแซงด้านกฎระเบียบเพิ่มเติม และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง
Back to top button