ดึงผู้โดยสารกลุ่ม Transfer-Transit สร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยว

Published on 9 ต.ค. 2026

“คมนาคม-ท่องเที่ยว” เปิดโครงการ Amazing Thailand Transfer Passenger Privilege กระตุ้นนักเดินทางท่องเที่ยวกลุ่ม “Transfer-Transit” ที่มีเวลา 6-8 ชั่วโมงเดินทางออกจากสนามบินสัมผัสประสบการณ์ประเทศไทยในช่วงเวลาระหว่างการต่อเที่ยวบิน หวังเปลี่ยนเวลารอเที่ยวบินให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มการใช้จ่าย กระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่ากระทรวงคมนาคมได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับบริษัทท่าอากาศยานไทยฯ (AOT) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) การบินไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมสายการบินฯ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดำเนินโครงการ Amazing Thailand Transfer Passenger Privilege เพื่อพัฒนาแนวทางอำนวยความสะดวกและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้โดยสารกลุ่ม Transfer และ Transit Passenger

โดยมุ่งเปลี่ยนเวลาระหว่างรอเที่ยวบินให้กลายเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Transfer Passenger) และผู้โดยสารรอต่อเที่ยวบิน (Transit Passenger) ที่มีเวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง) สามารถเดินทางออกจากท่าอากาศยานเพื่อท่องเที่ยว สัมผัสประสบการณ์ของประเทศไทยในช่วงเวลาระหว่างการต่อเที่ยวบิน เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดการใช้จ่าย และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ทั้งนี้ จะเริ่มต้นให้บริการในช่วงต้นปี 2570 เป็นต้นไป เบื้องต้นจะนำร่องจาก 4 ท่าอากาศยานหลัก คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และกระบี่ ซึ่งหากได้รับการตอบรับที่ดีจะขยายการให้บริการเพิ่มเติมไปที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (สงขลา) ต่อไป

“เราเดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน หรือ Aviation   Hub ศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร และการท่องเที่ยว หรือ Tourism Hub อีกทั้งยังเป็นประตูให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้มีโอกาศสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรมไทย เพื่อนำไปวางแผนเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยพร้อมครอบครัวในครั้งต่อไป” นายพิพัฒน์กล่าว

ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Aviation Hub และ Tourism Hub ของภูมิภาค โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้ง โครงข่ายการบิน และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มมูลค่าจากการเดินทางผ่านประเทศไทย 

โดย ททท.จะออกแบบเส้นทางและพัฒนาเมนูประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับระยะเวลารอเปลี่ยนเครื่อง โดยคำนึงถึงความสะดวก ความปลอดภัย และการเดินทางกลับมาขึ้นเที่ยวบินต่อได้อย่างมั่นใจ

พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลและระบบสนับสนุนให้การเดินทางตั้งแต่ท่าอากาศยานสู่แหล่งท่องเที่ยวและกลับมาต่อเที่ยวบินเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Journey) ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยาน ทั้งร้านอาหาร ร้านค้า แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และธุรกิจบริการท่องเที่ยวท้องถิ่น

นางสาวฐาปนีย์กล่าวด้วยว่า ในระยะแรก ททท.จะมุ่งพัฒนาสิทธิประโยชน์และ “Transit Experience” ที่เหมาะสมกับระยะเวลาการต่อเที่ยวบิน พร้อมเชื่อมโยงหน่วยงานและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะช่วยเพิ่มการใช้จ่าย กระจายรายได้ และสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายแก่ผู้เดินทาง พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่ High-Value & Meaningful Destination และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระดับภูมิภาคและสากลอย่างต่อเนื่อง

โดยช่วงแรก ททท. มีแผนพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเป็นแพ็กเกจพิเศษแบบไม่มีค่าใช้จ่าย (Free of Charge) เพื่อจูงใจผู้โดยสาร จำนวน 3 เส้นทางท่องเที่ยว ประกอบด้วย 1.เส้นทาง Gastronomy Route พาไปรับประทานอาหารไทย และ Street Food 2.เส้นทาง Cultural Tour ชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น พระบรมหาราชวัง วัดพระแก้ว หรือเมืองโบราณ และ 3. เส้นทาง Health & Wellness Tour บริการนวด สปา และดูแลสุขภาพ 

“เราอยากเปลี่ยนเวลารอให้เป็นเวลาแห่งการค้นพบประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปสัมผัสอาหารไทย แหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม สินค้า หรือประสบการณ์ในพื้นที่ใกล้เคียงกับสนามบิน เพราะทุกชั่วโมงที่ผู้โดยสารใช้เวลาในประเทศไทยสามารถสร้างโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายและรายได้แก่ผู้ประกอบการไทยได้” นางสาวฐาปนีย์กล่าว