Air Asia ฝ่ามรสุมหนี้ หนี้จริง ขาดทุนจริง แต่ซีอีโอบอกว่า 'ไร้สาระ' ไม่เคยเจรจาใคร ย้ำมีเงินสดท่วมมือ

Published on 18 ก.ย. 2026

กำลังเป็นข่าวดังที่คนในอาเซียนและธุรกิจสายการบินทั่วโลกต่างจับตามอง สำหรับมรสุมครั้งล่าสุดของ AirAsia สายการบินต้นทุนต่ำ (Low cost) ชื่อดัง 

จากปัญหามากมาย ส่งผลให้มีหนี้สูงถึง 4,520 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 150,000 ล้านบาท) จนซีอีโออย่าง โทนี่ เฟอร์นานเดส ต้องออกมาแถลงข่าวว่ากำลังพยายามกอบกู้สถานการณ์ 

นี่เป็นบททดสอบอีกครั้งว่าสายการบินอายุกว่าสามทศวรรษของมาเลเซีย จะฝ่าวิกฤตได้เหมือน 2 ครั้งก่อนหน้านี้หรือไม่ 

แอร์เอเชีย ก่อตั้งเมื่อปี 1993 โดยเป็นการขยายธุรกิจของ ดีอาร์บีไฮคอม รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลมาเลเซียเจ้าของค่ายรถโปรตอน แต่ผลกระทบจากเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ทำให้ในปี 2001 แอร์เอเชีย ขาดทุนและหนี้ท่วม 

สถานการณ์ดังกล่าวเปิดทางให้ โทนี่ เฟอร์นานเดส และ คามารูดิน เมอรานูน สองนักธุรกิจจาก ทูน กรุ๊ป เข้ามาซื้อกิจการ แอร์เอเชีย ด้วยราคาเพียง 1 ริงกิต (ประมาณ 8 บาท) 

จุดสนใจของดีลนี้ ณ ขณะนั้น อยู่ที่ โทนี่ เฟอร์นานเดส เพราะเวลานั้นเขาอายุเพียง 37 ปี ไม่เคยบริหารสายการบินมาก่อน 

ขณะเดียวกันแม้ซื้อ แอร์เอเชีย มาแบบเหมือนได้เปล่า แต่ก็ต้องรับภาระหนี้ไป และยังต้องออกตัวช่วงแรก พร้อม 3 ปัจจัยลบในอุตสาหกรรมการบินเอเชียที่เข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกัน 

นั่นคือ ผลกระทบจากเหตุการณ์ 9/11 เหตุระเบิดในบาหลี และการระบาดของโรคซาร์ส โดยทั้งหมดมาพร้อมความกดดัน เพราะเงินที่ใช้ประคอง แอร์เอเชีย มาจากเงินเก็บของ โทนี่ เฟอร์นานเดส เองและหยิบยืมมาจากคนในครอบครัว 

จากนั้น แอร์เอเชีย ที่มี โทนี่ เฟอร์นานเดส เป็นกัปตัน ก็ทยอยฝ่ามรสุมครั้งแรกมาได้ โดยพอถึงปี 2014 สายการบินแห่งนี้ “บินสูง” ขึ้นมาเป็นสายการบินต้นทุนต่ำชั้นนำ 

ยืนยันได้จากผลประกอบการมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 33,000 ล้านบาท) และ สกายแทรกซ์ ยกให้เป็นสายการบินโลว์คอสต์อันดับหนึ่งของโลก 6 ปีซ้อน 

ความสำเร็จของ แอร์เอเชีย กลายเป็นต้นแบบของสายการบินแบบโลว์คอสต์ ทั่วในแถบอาเซียนและเอเชีย แต่แล้วก็เกิดวิกฤตอีกครั้ง โดยครั้งนี้ เป็นวิกฤตใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก 

การระบาดของโควิดและการปิดพรมแดนสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับ แอร์เอเชีย โดยในปี 2020 สามารถทำการบินได้เพียง 29% ฉุดรายได้ดิ่งลง 74% สวนทางกับตัวเลขขาดทุนที่สูงขึ้น 

จนต้องปิดกิจการ แอร์เอเชีย เจเปน และ แอร์เอเชีย อินเดีย ไป แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น ส่งผลให้ แอร์เอเชีย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทที่มีปัญหาทางการเงินร้ายแรง ของตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย 

ตลอด 3 ปีต่อมา แอร์เอเชีย ต้องปรับลดทุกอย่าง และหาเงินเข้าบริษัททุกทางเท่าที่จะทำได้เพื่อประคองตัว โดยพอปี 2023-2024 สถานการณ์ก็กลับมาดีขึ้น 

ธุรกิจของแอร์เอเชีย ดีอยู่ได้ 2 ปี ก็ต้องมาเจอวิกฤตเป็นครั้งที่ 3 จากปัญหาน้ำมันแพงเมื่อต้นปี 2026 เพราะผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ปัญหาราคาน้ำมัน นำมาสู่การปรับลดเที่ยวบินของสายการบินในเครือ แอร์เอเชีย โดย ไทยแอร์เอเชียลดความจุผู้โดยสารลง 30% ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ลดความถี่เที่ยวบินสู่เมืองใหญ่ เช่น ที่ไปญี่ปุ่นและอินเดีย 

ส่วนแอร์เอเชีย อินโดนีเซีย ยกเลิกเส้นทางไปออสเตรเลียและสิงคโปร์ โดยปรับรูปแบบเป็นการต่อเครื่องผ่านกัวลาลัมเปอร์แทน 

ต่อมาในไตรมาส 2 ของปี 2026 แอร์เอเชีย กรุ๊ป ขาดทุนครั้งใหญ่ พร้อมมีหนี้สะสมจากส่วนต่างๆ เช่น หนี้ที่ค้างจ่ายสนามบินมาเลเซีย ซึ่งรวมๆ แล้วถึง 4,520 ล้านดอลลาร์ 

มรสุมครั้งนี้ ทำให้สถานการณ์ทางการเงินของ แอร์เอเชีย วิกฤต ท่ามกลางข่าวว่า รัฐบาลมาเลเซีย เริ่มเตรียมแผนรองรับกรณีฉุกเฉิน

โดยได้ประสานสายการบินคู่แข่งอย่าง มาเลเซีย แอร์ไลนส์ และบาติค แอร์ ให้พร้อมเข้ามารับช่วงต่อเส้นทางบินภายในประเทศหากสถานการณ์แย่ลง

ล่าสุดวันนี้ (18 กันยายน) โทนี่ เฟอร์นานเดส ที่ปัจจุบันอายุ 62 ปี ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวในไทยว่า ข่าวที่ว่ารัฐบาลมาเลเซียเริ่มทาบทามสายการบินอื่นให้มารับช่วงต่อเส้นทางบินของแอร์เอเชียนั้น ไร้สาระสุด (“most ludicrous statement”) เท่าเคยได้ยินมาตลอด 25 ปี ที่อยู่ในธุรกิจการบิน  

ทางบริษัทไม่เคยเจรจากับรัฐบาล และไม่ได้ต้องการเงินช่วยเหลือหรือการกู้วิกฤตใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนสภาพคล่องก็ยังดีอยู่ โดยมีเงินสดในมืออยู่มากกว่า 240 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8,100 ล้านบาท) ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ และหนี้ก็ไม่ใช่หนี้สินระยะสั้นที่ต้องชำระทันที 

ขณะเดียวกันก็ไม่มีเครื่องบินลำใดถูกยึดหรือบังคับคืนจากผู้ให้เช่า และแอร์เอเชียจะกลับมาแข็งแกร่งขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกที่คึกคัก 

เขาทิ้งท้ายว่า วิกฤตราคาน้ำมันและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันถือเป็นเรื่องชั่วคราวและเทียบไม่ได้เลยกับวิกฤตโควิด ที่ทางแอร์เอเชียก็ผ่านมาได้แล้ว

ทั้งนี้สาเหตุที่ โทนี่ เฟอร์นานเดส เลือกไทย ในการแถลงข่าวครั้งนี้เพราะ ไทยเป็นตลาดและฐานการบินที่สำคัญของบริษัท ประกอบกับ มีกำหนดการเดินทางมาปฏิบัติภารกิจและพบปะพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทยพอดี / cna