“อว.” ผนึก “ทส.” ดึงวิจัย-เทคโนโลยีฟื้นทะเลไทย เร่งปั้นพื้นที่ต้นแบบสู่ “Nature Positive”

Published on 18 ก.ย. 2026
  1. หน้าหลัก 
  2. การเมือง 
  3. ในสถานการณ์ 

“อว.” ผนึก “ทส.” ดึงวิจัย-เทคโนโลยีฟื้นทะเลไทย เร่งปั้นพื้นที่ต้นแบบสู่ “Nature Positive”

เผยแพร่: 18 ก.ย. 2569 17:58   ปรับปรุง: 18 ก.ย. 2569 17:58   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อว.-ทส.” ผนึกกำลังเชื่อมงานวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากรและข้อมูล ฟื้นทรัพยากรทะเลไทย เร่งสร้างพื้นที่ต้นแบบ “Nature Positive” อนุรักษ์สัตว์ทะเล-ฟื้นระบบนิเวศ ก่อนขยายผลทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ลงนามแสดงเจตจำนงความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ “ธรรมชาติเชิงบวก” หรือ Nature Positive

พิธีลงนามมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทส. ร่วมลงนาม ณ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยมุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้จริง พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ นักวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อมูล และทรัพยากรของทั้งสองกระทรวง เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ความร่วมมือครั้งนี้น้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล มาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ทั้งการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมฟื้นฟูระบบนิเวศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ทรัพยากรที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาเป็น “ทุนชุมชน” ทั้งด้านอาหาร อาชีพ และรายได้อย่างยั่งยืน


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การผนึกกำลังครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญ โดย ทส.จะทำหน้าที่เป็น “ทัพหน้า” ขับเคลื่อนภารกิจ ขณะที่ อว.จะเป็น “กองหลังที่ดี” สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง

ที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานร่วมกันดำเนินงานด้านการฟื้นฟูชายฝั่ง ต่อยอดโครงการธนาคารปูม้า และอนุรักษ์โลมาอิรวดีร่วมกับธนาคารโลก ส่วนในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า จะเร่งนำเทคโนโลยีของ สวทช.เข้ามาฟื้นฟูสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อแก้ปัญหาแพลงก์ตอนบลูม พร้อมวิจัยระบบคลื่นเตือนภัยเพื่อลดการตายของพะยูนจากอุบัติเหตุทางเรือ รวมถึงพัฒนาระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมทางทะเลและจัดระเบียบเรือท่องเที่ยวบริเวณเกาะราชาใหญ่

นอกจากนี้ ยังเตรียมขับเคลื่อนแนวคิด “Nature Positive” ควบคู่เป้าหมาย Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมจาก GISTDA และ NARIT รวมถึงการตรวจ eDNA เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเชื่อมโยงไปสู่กลไก “Nature Finance” เปลี่ยนการอนุรักษ์ป่าและลดการเผาให้เป็นรายได้จากคาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน พร้อมรับมือปัญหา PM2.5 เศรษฐกิจหมุนเวียน และการจัดการช้างป่า

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า อว.จะระดมศักยภาพหน่วยงานในระบบ อววน. ทั้ง สอวช. สกสว. วช. สวทช. รวมถึงสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยที่มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย สัตวแพทย์ และเครือข่ายในพื้นที่ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม


ด้านนายสุชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะนำวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสนับสนุนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ทั้งการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น พะยูนและเต่าทะเล การพัฒนานวัตกรรมเฝ้าระวังและเตือนภัย ตลอดจนการพัฒนานักวิจัย บุคลากร และเครือข่ายให้มีความเข้มแข็ง

ขณะที่ ทส.จะสนับสนุนข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบาย แผนงาน และมาตรการปฏิบัติ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อลดภัยคุกคามต่อพะยูน โลมาอิรวดี รวมถึงฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา 2. การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล พัฒนาเทคโนโลยีเฝ้าระวัง ป้องกันและจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบเตือนภัยปัญหายูโทรฟิเคชัน และ 3. การลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวทางทะเล ผ่านการจัดระเบียบเรือท่องเที่ยว กำหนดเขตใช้ประโยชน์พื้นที่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงขีดความสามารถของระบบนิเวศ

ทั้งสองกระทรวงยังตั้งเป้าพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ก่อนขยายผลในระดับประเทศ พร้อมพัฒนากำลังคน นักวิจัย สัตวแพทย์ และเครือข่าย ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการรับมือการเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนและ “Nature Positive”